แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เพลง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เพลง แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2552

My Chilling Birthday

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาอาจารย์มาสอนไม่ได้ บอกแค่ว่าจะมีเกมให้เล่นสนุกๆ ปรากฎว่าเป็นเกม 20 คำถามซึ่งสนุกจริงๆ ว่ะ เล่นแล้วมันเพลินมากมายอะ จำไม่ค่อยได้แล้วว่าคำถามถามว่าอะไรมั่ง แต่ทั้งหมดเป็นเหตุการณ์จำลองแปลกๆ แล้วให้คนในกลุ่มเดาว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร โดยรุมถามคำถามแบบใช่หรือไม่ใช่กับอีกคนในกลุ่มที่รู้คำตอบ รู้แต่ว่าเพลินมาก เล่นๆ ไปอ้าว! จบซะแล้ว เหอๆ

จะเขียนแค่นี้ก็สั้นไปหน่อย ใจจริงอยากจะเขียนเกี่ยวกับเด๊กซ์เตอร์อีก เมื่อวันเสาร์นั่งดูไป 4 ตอนจนถึงกับเก็บไปฝัน แต่ว่าคงไม่มีใครรู้เรื่องเพราะมีเราบ้าดูอยู่คนเดียว 555+ ดูจบหมดสต็อก 3 ซีซั่นแล้ว สนุกมากมายเหอะ มันจะสร้างปีละหลายๆ ซีซั่นไม่ได้เหรอ แง้! นี่ต้องรอยันปลายเดือนดูตอน Pilot ของซีซั่น 4 พร้อมที่อเมริกาไปเลยนู่นแน่ะ อีกตั้งนานอ่า ไม่เป็นไรเดี๋ยวดูซ้ำของเก่าเก็บรายละเอียดอีกรอบก็ได้ (บ้าไปแล้วกรู)

ระหว่างนี้เปลี่ยนอารมณ์คลั่งฆาตกรโรคจิตมาฟังเพลงมั่งดีกว่า ช่วงนี้แวดวงเพลงซบเซาเหลือเกิน ไม่มีอะไรน่าสนใจออกมาสักเท่าไหร่เลยตั้งแต่แจ๊คโก้เสีย แต่วันนึงตอนขับรถกลับบ้านได้ฟังเพลง My Bloody Valentine ของทาทา จริงๆ เคยเห็นเสียงชื่นชมมากมายจากในเนตมาบ้างแล้วกับเพลงนี้ แต่ได้พอฟังเอง เห้ย! นี่มันทาทาเหรอฟะ เห้ย! ฝรั่งโคตรๆ อะ สุโค่ย! ชีทำได้จริงๆ เพลงดีมาก ดีแบบใครได้ไปร้องมีแต่เกิดกับเกิด ฟังวนหกสิบรอบยังไม่เบื่อเลยอะ มันเรื่อยๆ ดี นี่เห็นจะโปรโมตที่อังกฤษก็หวังว่าชีจะดังเสียที ลุ้นกับยัยอูให้ดังก็ลุ้นไม่ขึ้นเลย เพราะถึงรายนั้นเพลงจะดีแต่แม่เอาแต่ชิวไม่ยอมเดินสายโปรโมต เข้าใจว่ามีเงินเยนเยอะรวยแล้ว คราวนี้ขอเชียร์คนไทยมั่ง ก็ของเขาดีจริงๆ ลองฟังดิ

วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

หญิงก้า

หญิงก้าที่รัก

ชายเขียนถึงหญิงก้าหนนี้ด้วยความเป็นห่วง เห็นหน้าอกก้าระเบิดเป็นไฟเย็นครานั้นแล้ว ชายเป็นกังวลจนกินก็ไม่ได้นอน นอนก็ไม่ได้กิน ป่านนี้แผลพุพองคงทุเลาลงแล้ว หญิงก้าคงสบายดีใช่ไหมจ๊ะ ชายเพียรถามก็เพราะรัก หวังว่าก้าคงไม่ใส่ใจเป็นรำคาญ

ไม่นานนี้ชายเอาแต่ฟังบทเพลงของหญิงก้า ก้ารู้ไหมว่าคนทั้งบางเขาร่ำลือถึงชื่อเสียงของก้า ชายเองก็ได้แต่ปลื้มปีติเพราะชายเองก็ชื่นชอบผลงานของก้าเช่นกัน แผ่นเสียงของหญิงก้าแผ่นนี้บรรจุบทเพลงไพเราะเยอะแยะไปหมด ตั้งแต่บทเพลงโด่งดังอย่าง "ไม่ว่างกำลังเต้น - Just Dance" กับ "หน้าเป็นเล่นป๊อกเด้ง - Poker Face" ที่แม้ว่าจะฟังแล้วเหมือนกันเพียงไร แต่ต่างก็เป็นบทเพลงเต้นรำที่มีเอกลักษณ์ และกระตุ้นให้อยากลุกขึ้นมาดิ้นพล่านดีเสียจริง "เกมรักหักสวาท - Lovegame" นั้นเดินตามขนบบทเพลงเต้นรำอิเลกโทรนิกอย่างมิมีผิดเพี้ยน แต่มีท่อนสร้อยที่ฉลาดเฉลียวและตราตรึงใจยิ่งนัก "อุ๊ย อุ๊ย มิเอามิพูด - Eh Eh (Nothing Else I Can Say)" หรือก็แว่วสำเนียงคล้ายบทเพลงแบบที่คนขาวชาวยุโรปเขาชอบทำกัน ก้าเองก็ทำออกมาได้เสนาะหูไม่แพ้กันจ้ะ หรือกับบทเพลงที่จังหวะช้าลงพอให้ชายได้โยกอย่าง "ปัปรสี - Paparazzi" ก็ไพเราะฝังลึกลงในรูหูชายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะบทเพลงชื่อเดียวกับแผ่นเสียง "ชื่อเสียง - The Fame" เสียงดีดกีตาร์ในเพลงนี้ถูกใจชายมาก หรือแม้แต่ "หนุ่มคิมหันต์ - Summerboy" ที่ชายได้ฟังแล้วรู้สึกราวกับหญิงก้าไปลอกเลียนศิลปินแม่ลูกอ่อนท่านหนึ่งมาอย่างไรก็อย่างนั้น แต่ชายก็ยังโปรดปรานในท่วงทำนองแบบสกากับบรรยากาศริมชายหาดยามอาทิตย์อัสดง และความไพเราะชั้นเลิศที่ยากจะปฏิเสธ

หญิงก้าจ๊ะ อย่างไรก็ดีชายยังคิดคำนึงว่าบทเพลงอื่นๆ ในแผ่นเสียงนี้ไม่เสนาะจิตเท่าที่ควรเลย คล้ายว่าก้าไม่มีเวลาทำแล้ว จึงต้องเอาเสียงในบทเพลงก่อนๆ มาตัดแปะรวมกันเป็นบทเพลงใหม่ ชายขอกล่าวอย่างจริงใจว่าบางบทเพลงนั้นช่างน่าเบื่อและน่าสะอิดสะเอียนเหลือเกินจ้ะ

แผ่นเสียงชุด "ชื่อเสียง" ของหญิงก้าแผ่นนี้บอกกล่าววิถีชีวิตอันหรูหรา ฟุ่มเฟือย และสุรุยสุร่ายของชนชั้นผู้มีชื่อเสียงท่ามกลางวัฒนธรรมป๊อบและลัทธิวัตถุนิยมได้เห็นภาพชัดแจ้งยิ่งนัก สุดท้ายนี้ชายขอสารภาพว่าหลงรักก้าเข้าแล้ว ชายสัญญาว่าจะรักเล็กๆ แต่ขอรักนานๆ และจะตั้งตารอแผ่นเสียงใหม่ของก้านะจ๊ะ ระหว่างนี้ชายได้แนบรูปเครื่องแต่งกายของโลกหน้าที่หญิงก้าชอบสวมใส่ให้ปัปรสีรุมชักภาพ ให้ก้าดูเล่นยามว่างนะจ๊ะ

(ขอบคุณรูปภาพจากจัดเจร็ด - Just Jared)

รัก

ชายเอง

วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2552

อูทาดะ - อันนี้นี่แหละ

ในที่สุดก็ได้ฤกษ์งามยามวิกาลที่จะเขียนถึงสุดที่รักของเรา เจ๊อู หรือที่รู้จักกันในนาม อูทาดะ ฮิคารุ, ฮิกกี้, อ้วนทาดะ, และอื่นๆ มากมาย อูออกอัลบั้มเพลงภาษาอังกฤษอัลบั้มใหม่แล้วววตั้งนานแล้ววว แต่เพิ่งมีอารมณ์ใฝ่จะเขียนถึงอะ สำหรับ blog นี้เราจะขอเขียนแบบ No rhymes, no embellishments, no adjectives. เพราะที่ผ่านมาเราชอบพยายามเขียนให้ดูเป็นมืออาชีพอย่างเช่น หลีกเลี่ยงการใช้สรรพนามแทนตัวเอง หรือไม่บางทีก็วางโครงเรื่องซะวิลิศมาหรา สุดท้ายก็เลิกเขียนไปซะงั้น มาคราวนี้เราจะขอเขียนสด ปราศจากเมคอัพใดๆ ทั้งสิ้น ขอฝากตัวด้วยครับ โอเนกาอิชิม้าาาสุ

ก่อนอื่นถ้าเห็นรูปนี้ด้วยแล้วอาการคลื่นเหียน ขอแสดงความเสียใจด้วยเพราะเราไม่มียาดมให้ยืม ถูกต้อง! มันคือหน้าปกอัลบั้มใหม่ของอู "อันนี้นี่แหละ" หรือ This Is The One นั่นเอง และไม่! เราไม่รู้ว่าต้นสังกัดมันคิดอะไรอยู่ ด้วยการปล่อยให้หน้าปกอัลบั้มโกอินเตอร์ของซูเปอร์สตาร์หญิงผู้มียอดขายอัลบั้มสูงสุดตลอดกาลของญี่ปุ่นออกมาเป็นผลงานของเด็กประถม 1 วัดหนองอีแหนบผู้เพิ่งหัดใช้โฟโต้ชอปจากค่ายบิตไบต์เป็นเวลา 2 วันแบบนี้ นับว่าบุญแค่ไหนแล้วที่ตัวอักษรสีดำอ้วนๆ ที่เป็นชื่ออัลบั้มนั่นอยู่กึ่งกลางหน้ากระดาษพอดี น่าปลาบปลื้มซะจนอยากเอารองเท้าคาลวิน ไคลน์ลูบหน้าคนทำหน้าปกนี้แทนคำขอบคุณจริงๆ

ชื่นชมหน้าปกอัลบั้มมาพอหอมปากหอมคอ เรามาพูดถึงเนื้อในกันดีกว่า ขอเริ่มเก๋ๆ กับซิงเกิลเปิดตัว Come Back To Me อาร์แอนด์บีบัลลาดที่ mainstream รุนแรงเลือดสาด ทว่าแตกต่างและแข็งแกร่ง มาแรงมากๆ จนนับแค่แอร์เพลย์ในไทยก็สามารถส่งให้อูโด่งดังไปถึงภพหน้าได้สบายๆ ...หรือจะเถียง เราว่าอูทำเพลงบัลลาดได้น่าฟังมากๆ เมื่อเทียบกับข้อจำกัดของอัลบั้มนี้ เพลงอย่าง Apple & Cinnamon คือบัลลาดของอูภาคองค์อเมริกันลงด้วยบีทหนักๆ พร้อมคีย์บอร์ดเซ็งแซ่แบบเดียวกับเพลงฮิตทั้งหลายอย่างเช่น Bleeding Love หรือบัลลาดสุดแสนจะป๊อบร็อคอย่าง This One (Crying Like A Child) ที่อูใส่คำอย่าง blackberry, JPEG, hard drive ลงไปในเนื้อร้องได้ลงตัวอย่างไม่น่าเชื่อ น้ำเสียงของอูในเพลงนี้จริงใจมากๆ จนถ้าคนที่กำลังมีประสบการณ์ใจร้าวได้ฟังล่ะก็อาจมีสะอื้น เราเองมีช่วงหนึ่งก็อินเพลงนี้มากเช่นกันจนเกือบๆ ฮือ... อ๊ะๆ อัลบั้มนี้ก็มีเพลงเร็วๆ ชักกระตุกๆ กับเขาด้วยนะ เลือกเอาว่าจะกระตุกแบบเนิบๆ เริงราตรีในปาร์ตี้แบบผู้ดีเขาทำกันกับ On & On หรือจะแดนซ์แบบหัวฟัดหัวเหวี่ยงกับ Dirty Desire ที่ในเพลงนี้อูโชว์ของ ปลดปล่อยราคีราคะหื่นกามสุดพลังเพราะแม่เล่นจินตนาการถึง... ไม่เอาดีกว่า เขียนไปเดี๋ยวจะถูก ICT บล็อกเปล่าๆ เอาเป็นว่าต้องไปลองอ่านเนื้อเพลงเอาเองถึงจะรู้ซึ้งถึงความป่วงของเพลงนี้ นอกจากนี้ก็ยังมีแทรคแปลกๆ อย่าง Me Muero ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเพลงโปรดในอัลบั้มของอู ชื่อเพลงเป็นภาษาสเปนแปลว่าฉันกำลังจะตายหะ แน่นอนว่าดนตรีมีกลิ่นอายสเปนอ่อนๆ ของบอสซาโนวาคลอเคล้าด้วยเสียงฟลุต แถมยังแปลกหนักเข้าไปอีกกับเนื้อท่อนที่ร้องว่าฉันนอนกลิ้งเกลือกไปมาบนเตียงหม่ำช็อกโกแลตยี่ห้อโกดิว่า ...มิน่าถึงอ้วน และสุดท้ายท้ายสุดเพลงโปรดของเรา Merry Christmas Mr. Lawrence - FYI ชื่อยาวได้อีกอย่างนี้ก็เพราะอูแซมเปิลผลงานในชื่อเดียวกันของมือเปียโนชั้นครู Ryuichi Sakamoto สำหรับเราเพลงนี้คือคำนิยามของการแซมเปิลงานคนอื่นที่ศิลปินทั้งหลายพึงกระทำ ผลงานเดิมคือมาสเตอร์พีซอันเกิดจากเมโลดี้เปียโนง่ายๆ แต่เต็มไปด้วยมนต์ขลังของความเป็นเอเชีย อูจัดแจงเอามาเพิ่มทำนอง แต่งเนื้อร้อง เรียบเรียงดนตรีบ้างอะไรบ้างจนออกมาเป็นเพลงใหม่ที่เก๋ไก๋ได้โล่ไม่แพ้กัน บีทของเพลงนี้ลงตัวที่สุดในสามโลกเพราะมันเป็นเออร์บันบีทที่สุดจะทันสมัยอันเป็นผลมาจากส่วนผสมอันกลมกล่อมของกลองแต๊ก เครื่องสาย และเสียงถอนหายใจของอู ยิ่งมาจับคู่กับเปียโนเพราะขั้นเทพแล้ว ซูอาเว่... นิพพานกันก็วันนี้ ส่วนอูร้องว่าอะไรไม่สำคัญแล้วเพราะแค่นี้เพลงนี้ก็มีแต่เกิด เกิด เกิด

ความพยายามครั้งที่สองของอูครั้งนี้สำหรับเรามันคือความเลิศ หลังจากอกเดาะดังเป๊าะกับอัลบั้มแรกอย่าง Exodus ที่อูต่อมติสต์แตกซ่านทำเพลงดีแต่กลับยากหยั่งถึง อูกลับมาอีกครั้งพร้อมความมั่นใจเพิ่มพูนกับความหวังที่หนูจะดัง หนูจะดังในบ้านเกิดของเธออย่างอเมริกา "อันนี้นี่แหละ" จึงนับเป็นอีกก้าวที่น่านับถือของศิลปินสาวผู้นี้ที่ยอมเสียสละความปรารถนาส่วนตัวและยอมให้เหตุผลทางการตลาดเข้ามามีอิทธิพลกับงานเพลงของเธอมากขึ้น เราเชื่อและหวังเป็นอย่างยิ่งว่าอีกไม่นานเกินรอ ชื่ออัลบั้มนี้คงจะยาวกว่าเดิมเป็น "อันนี้นี่แหละ ...ที่ทำให้อ้วนดังในอเมริกา" รักนะ จุ๊บุ จุ๊บุ

วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2552

Stop This Train

วันนี้มีเพลงความหมายดีมากๆ มาฝาก เป็นหนึ่งในเพลงที่ส่วนตัวแล้วเราคิดว่ามีเนื้อเพลงที่ถูกแต่งออกมาได้งดงามและลงตัวที่สุด ลองอ่านดูนะ แปลได้ตรงๆ เลย เข้าใจง่าย


Stop This Train - John Mayer


No I'm not color blind

I know the world is black and white

Try to keep an open mind but...

I just can't sleep on this tonight


Stop this train I want to get off and go home again

I can't take the speed it's moving in

I know I can't

But honestly won't someone stop this train


Don't know how else to say it, don't want to see my parents go

One generation's length away

From fighting life out on my own


Stop this train

I want to get off and go home again

I can't take the speed it's moving in

I know I can't but honestly won't someone stop this train


So scared of getting older

I'm only good at being young

So I play the numbers game to find away to say that life has just begun

Had a talk with my old man

Said help me understand

He said turn 68, you'll renegotiate

Don't stop this train

Don't for a minute change the place you're in

Don't think I couldn't ever understand

I tried my hand

John, honestly we'll never stop this train


See once in a while when it's good

It'll feel like it should

And they're all still around

And you're still safe and sound

And you don't miss a thing

'til you cry when you're driving away in the dark.


Singing stop this train I want to get off and go home again

I can't take this speed it's moving in

I know I can't

Cause now I see I'll never stop this train


(think I got 'em now)


เพลงนี้พูดถึงเรื่องราวของชายหนุ่มคนหนึ่ง (ตัวนายจอห์นนั่นเอง) ที่ยังรู้สึกไม่พร้อมกับการเจริญเติบโตของชีวิตที่มาพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่มากมาย ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วจนเขารับไม่ทัน เขายังไม่พร้อมจะออกมาใช้ชีวิตด้วยตัวเอง โดยปราศจากครอบครัวของเขา ...ราวกับเขากำลังนั่งอยู่บนรถไฟที่วิ่งด้วยความเร็วสูง เขาอยากจะลงแต่แน่นอนว่าลงไม่ได้

หลังจากที่เขาได้พูดคุยกับชายชราคนหนึ่ง (อาจจะหมายถึงพ่อของเขาเองหรือเปล่า อันนี้ไม่รู้) ชายชราบอกว่าแล้วเขาจะเข้าใจเองเมื่อแก่ตัวลง และจงใช้เวลาบนรถไฟขณะนี้อย่างคุ้มค่าและมีสติ ชื่นชมทิวทัศน์อันสวยงามรอบกาย เพราะท้ายที่สุดแล้วมีความจริงอยู่เพียงอย่างเดียวนั่นคือ... รถไฟขบวนนี้จะไม่มีวันหยุดวิ่ง

เราติดตามผลงานของ John Mayer มานานพอสมควรแล้วล่ะ เขาเป็นศิลปินที่แต่งเพลงได้น่าสนใจมากๆ นี่ยังไม่รวมถึงที่เขาเล่นกีตาร์เองอะไรเอง เพลงของเขาสะท้อนถึงวิถีชีวิต ค่านิยม ความสัมพันธ์ และความฝันของอเมริกันชนผ่านแนวดนตรีตั้งแต่อะคูสติกเบาๆ คันทรีย์ ไปยันโซล บลูส์จัดๆ แบบคนผิวสีเลยทีเดียว และสำหรับเพลงนี้ Stop This Train อยู่ในอัลบั้ม Continuum ที่ออกมาในปี 2006 เราขอยกย่องให้เป็นเพลงที่มีเนื้อที่ดีที่สุดของเขาเลย เพราะไม่เพียงแต่จะแฝงข้อคิดและปรัชญาชีวิตแล้ว ถ้าลองฟังดูจะรู้ว่าเนื้อเพลงแต่ละท่อนถูกนำไปใส่ในเมโลดี้ของเพลงอย่างลงตัวสุดๆ โดยเฉพาะท่อนคำพูดของชายชราที่ลงจังหวะพีคสุดของเพลงอย่างพอเหมาะพอเจาะ ...ฟังแล้วขนลุกเลยล่ะ

พล่ามอย่างเดียวคงไม่รู้ เพราะงั้นฟังเลย...

หวังว่าเพลงนี้จะให้ข้อคิดอะไรในการใช้ชีวิตได้ไม่มากก็น้อยนะ